Samsung หนุนนวัตกรรม ก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดผู้พิการทางสายตา ด้วยเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ผู้พิการทางสายตามีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ และการเข้าถึงเทคโนโลยี หลายครั้งที่คนทั่วไปเกิดความสงสัยว่า ผู้พิการทางสายตาจะสามารถใช้ชีวิตอย่างไรในโลกที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนอย่างรวดเร็ว
คำถามต่างๆ เช่น พวกเขาสามารถดูหนังในโรงภาพยนตร์ได้หรือไม่ เวลาไปเที่ยวสถานที่สวยงามต่างๆ จะชื่นชมธรรมชาติและภาพความงดงามนั้นอย่างไร และสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ ความทรงจำดีๆ ผ่านโซเชียลมิเดียให้กับเพื่อนๆ ได้ร่วมรับรู้ถึงความสุขและช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นได้เหมือนกับคนทั่วไปหรือไม่ คำตอบที่หลายคนฟังแล้วคาดไม่ถึงก็คือ “ได้!” โดยเทคโนโลยีนี่แหล่ะที่เป็นตัวทำลายกำแพงและข้อจำกัดด้านร่างกาย
(นางสาวฐิติกาญ สุนทรวิรุฬโรฒ ผู้พิการทางสายตา พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง)
“เทคโนโลยีทุกวันนี้ช่วยให้คนตาบอดสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป ภายในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา สมาร์ทโฟนเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นมาก โดยส่วนตัวเป็นคนชอบเรียนรู้และพยายามเปิดใจลองทุกอย่าง ฟีเจอร์อย่าง Accessibility จะมีฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Screen Reader และ Voice Assistant
ซึ่งจะช่วยแปลงทุกอย่างที่อยู่บนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นข้อความหรือรูปภาพให้กลายเป็นเสียง สามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ได้อย่างละเอียด เวลาไปทานข้าวที่ร้านอาหารก็ทำให้สามารถอ่านเมนูอาหารได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป บนสมาร์ทโฟนจะมีแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันให้กับผู้พิการอยู่หลายแอปฯ เช่น ‘Be My Eyes’ เป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยเหลือคนพิการทางสายตา
โดยถ้าคนพิการต้องการความช่วยเหลือจะสามารถ Video Call ไปที่อาสาสมัคร เพื่อให้อาสาสมัครช่วยอธิบายลักษณะสิ่งของหรือสภาพแวดล้อมโดยรอบ หรือถ้าเดินหลงทางก็สามารถแจ้งให้อาสาสมัครช่วยอธิบายและบอกทางให้ได้ หรือถ้าต้องการดูหนังก็มีแอปพลิเคชัน ‘พรรณนา’ ที่บรรยายสิ่งที่ฉายอยู่ยนหน้าจอให้เรารู้ ทำให้สามารถจินตนาการได้เหมือนดูภาพจากจอเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้การดำเนินชีวิตในปัจจุบันสะดวกขึ้นมากๆ” นางสาวฐิติกาญ สุนทรวิรุฬโรฒ หรือคุณแอน ผู้พิการทางสายตา พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เล่าถึงบทบาทของสมาร์ทโฟนที่มีต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเธอ
นายบุญประเสริฐ สัตตานุสรณ์ ผู้พิการทางสายตา อาชีพข้าราชการ กล่าวเสริมว่า “เทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ผู้พิการสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป ส่วนตัวเป็นคนชอบอ่านหนังสือและใช้แอปพลิเคชันที่ชื่อว่า “Tap2Read”
ซึ่งในนั้นเป็นเหมือนห้องสมุดที่มีหนังสือทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย งานวิจัยต่างๆ โดยแทนที่จะอ่านเป็นตัวอักษรก็ฟังเป็นเสียงแทน อ่านโดยอาสาสมัครที่มาช่วยอ่านและอัดเทปไว้ สมาร์ทโฟนเปลี่ยนชีวิตอย่างมาก ไม่ใช่แค่ผู้พิการเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ได้ถูกคิดค้นขึ้น แต่ทุกคนได้ใช้ประโยชน์และมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้น เช่น ทำธุรกรรมการเงิน เรียกรถโดยสาร ผ่านสมาร์ทโฟน ทำให้สามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้เหมือนกับคนปกติโดยไม่มีอุปสรรค”
pananaapp
(แอปพลิเคชัน ‘พรรณา’ ช่วยบรรยายสิ่งอยู่บนหน้าจอ ทำให้ผู้พิการทางสายตาสามารถจินตนาการได้เหมือนดูภาพ)
ด้วยฟีเจอร์ ‘การช่วยเหลือในการเข้าถึง’ หรือ Accessibility บนระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ ที่ออกแบบขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้สมาร์ทโฟนได้ ทำให้ผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็นและการได้ยิน ได้รับประโยชน์และใช้งานสมาร์ทโฟนได้ไม่ต่างจากคนปกติ โดยซัมซุงมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนด้วยนวัตกรรม เพื่อก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดต่างๆ ในการใช้ชีวิต และทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้
ที่ผ่านมาซัมซุงได้พัฒนาแอปพลิเคชัน ‘Read for the Blind’ แอปพลิเคชันแรกของโลกที่คิดค้นมาเพื่อให้ทุกคนสามารถสร้างหนังสือเสียงเพื่อผู้พิการทางสายตา ทั้งยังได้สนับสนุนการอบรมการใช้สมาร์ทโฟนสำหรับผู้พิการทางสายตา สถาบันคนตาบอดแห่งชาติเพื่อการวิจัยและพัฒนาภายใต้มูลนิธิคนตาบอดไทย เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้อุปกรณ์การสื่อสาร ผ่านฟีเจอร์ Accessibility
และเทคโนโลยี AI ที่ช่วยให้ผู้ที่มีความบกพร่องด้านการมองเห็น สามารถใช้สมาร์ทโฟนเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้ชีวิต และได้ร่วมมือกับ “Mint I Roam Alone” เจ้าของเพจท่องเที่ยวชื่อดัง จัดทำโปรเจค “ทริปไร้แสง“ พาผู้พิการทางสายตาไปตะลอนทำกิจกรรมเพื่อลบข้อจำกัดในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการตะลุยรับประทานอาหารหลากหลายเชื้อชาติ ดำน้ำ กระโดดบันจี้จั๊ม กระโดดร่มและปีนเขา

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

กล้องวงจรปิด เครื่องมือใหม่ช่วยส่องพฤติกรรมคนทั่วโลก!!

Jay Stanley มีดีกรีเป็นนักวิเคราะห์นโยบายอาวุโส สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกันหรือ ACLU สิ่งที่ Stanley ทำคือการวิจัย เขียน และออกมาพูดประกาศเรื่องความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของประชาชนในอนาคต งานล่าสุดที่เขาเขียนในบล็อก Free Future ของ ACLU ระบุถึงเทรนด์ความนิยมใช้หุ่นยนต์ระวังภัยหรือ robot surveillance ในเมืองใหญ่ อาจจะคุกคามเสรีภาพของพวกเราทุกคนแบบไม่คาดคิด
คำเตือนของ Jay Stanley ในนาม ACLU เกิดขึ้นในวันที่กล้องวงจรปิดถูกนำมาประยุกต์ร่วมกับระบบ AI แบบใหม่ หลังจากที่กล้องวงจรปิดถูกใช้งานทั่วไปในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยมานานหลายปี การเปลี่ยนผ่านเป็นระบบ robot surveillance ที่มีความเฉลียวฉลาดขึ้นนี้เองที่อาจเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของพลเมือง และจะสร้างวิถีใหม่หรือ reshape วิธีที่ผู้คนจะปฏิบัติตนในที่สาธารณะด้วย
Stanley เขียนเตือนในรายงานฉบับใหม่ว่ากล้องวงจรปิดที่รวบรวมและจัดเก็บวิดีโอ (ในบางกรณี) กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็น robot surveillance ที่คอยเฝ้าดูผู้คนอย่างแข็งขันและต่อเนื่อง กลายเป็นเครือข่ายเครื่องจักรกลเฝ้าระวังที่ยิ่งใหญ่และกำลังเติบโตขึ้นรอบตัวเรา แม้ขณะนี้เครื่องส่วนใหญ่ยังไม่ฉลาดนักและทำงานได้ช้า แต่ทุกอย่างจะมีความหมายทันทีหากมีการปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด
ใช้คุมพฤติกรรมได้
Stanley ย้ำว่าผลลัพธ์ของการปูพรมใช้งานระบบ robot surveillance โดยไม่มีการควบคุมดูแลขอบเขตการทำงาน อาจจะทำให้โลกมีสังคมใหม่ซึ่งทุกคนในสังคมสามารถถูกตัดสินหรือประเมินการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมสาธารณะของทุกคนได้อย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกพื้นที่ แน่นอนว่าไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็นคน เพราะนี่จะเป็นระบบ AI security guard ของจริง
คำพูดของ Stanley ไม่ใช่เรื่องโคมลอย ประสบการณ์จากการทำงานเป็นนักวิจัยด้านเทคโนโลยีกับบริษัท Forrester ช่วงก่อนมาทำงานที่ ACLU ทำให้ Stanley เข้าใจแนวโน้มพัฒนาการของเทคโนโลยีรอบด้าน สำหรับรายงานชิ้นใหม่ Stanley อธิบายเพิ่มว่าความก้าวหน้าล่าสุดในเทคโนโลยี AI ช่วยให้ระบบกล้องสามารถจดจำผู้คนได้อย่างรวดเร็วด้วยการวิเคราะห์ใบหน้าและรูปแบบการเดินของแต่ละคน นอกจากนี้ ระบบยังสามารถสังเกตเห็นพฤติกรรม “ผิดปกติ” และตรวจสอบการเคลื่อนไหวของดวงตาและอารมณ์ของผู้คนได้ด้วย
ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าความสามารถที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าที่เดินทางมาเยี่ยมชมร้านค้าได้ และยังช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามผู้ต้องสงสัย แต่ Stanley เตือนว่าระบบนี้อาจทำให้เกิดปัญหารุนแรงขึ้นได้หากมีการเกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกชนชั้น เช่นกรณีที่กล้องทำเครื่องหมายหรือ flag ภาพประชาชนในละแวกใกล้เคียง และนำผู้คนให้ “จำกัด” พฤติกรรมของพวกเขาในที่สาธารณะเพื่อไม่ให้ระบบทำเครื่องหมายซ้ำอีก
Stanley มองว่าการมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็น AI หรือ AI security guard ซึ่งประสานการทำงานกันเป็นกองทัพนั้นจะทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าถูกจับตามองตลอดเวลา เหมือนกับการขับรถไปตามทางหลวงและเห็นตำรวจท่องเที่ยวแล่นตามมาข้างหลังจนรู้สึกอึดอัด และไม่มีใครต้องการที่จะรู้สึกอย่างนั้นตลอดเวลา
ขอให้โปร่งใส
แนวคิดของ Stanley ไม่ได้หวังปิดกั้นการใช้งาน AI security guard แต่ต้องการให้มีมาตรการควบคุมอันตรายที่อาจเกิดขึ้น Stanley ในนาม ACLU จึงเรียกร้องให้มีการอนุมัติกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับระบบการเฝ้าระวังอัจฉริยะ ซึ่งจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจว่ากล้องเหล่านี้ใช้งานอย่างไร

ก่อนหน้านี้ ACLU เคยเรียกร้องให้มีการเลื่อนโครงการใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จนกว่าสภาคองเกรสจะสามารถกำหนดได้ว่าเทคโนโลยีนี้ควรใช้อย่างไร โดยย้ำว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ควรใช้สำหรับการสร้างข้อมูลสำหรับระบุตัวตนสาธารณชนทั่วไป รวมถึงการตั้งข้อสงสัยกับสาธารณชนไปก่อน
สำหรับ Stanley การส่งสัญญาณเตือนครั้งนี้ถือเป็นอีกหน้าหนึ่งของการทำงานด้านสื่อ โดยก่อนหน้านี้ Stanley มีประสบการณ์ทำสื่อในเครือ Facts on File ชื่อ World News Digest และยังเป็นบรรณาธิการให้กับ Medialink ตัวของ Stanley จบการศึกษาจากวิทยาลัย Williams College และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์อเมริกา จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

“หัวเว่ยจะสร้างประโยชน์ให้ประชากร 500 ล้านคนทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล”

หัวเว่ยจะช่วยให้ประชากรอีก 500 ล้านคนทั่วโลกได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในอีก 5 ปีข้างหน้า ไมเคิล แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวในงานประชุมของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมของเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (UNESCAP) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ
การประชุมคณะกรรมการด้านการขับเคลื่อนทางด่วนข้อมูลในเอเชีย-แปซิฟิก (AP-IS) และการประชุม WSIS ระดับภูมิภาคสมัยที่สาม เริ่มต้นขึ้นวานนี้ ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ
ตามคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมของเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (ESCAP) การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อทบทวนข้อค้นพบจากงานวิจัยล่าสุด การดำเนินการของแผนแม่บทด้าน AP-IS และเอกสารกรอบการทำงานด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค ระหว่างปี 2562 – 2565 โดยประเทศสมาชิกต่างๆ ESCAP และองค์กรพันธมิตรต่างๆ และพูดคุยถึงแนวโน้มและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินการ
มร. แมคโดนัลด์ กล่าวในสุนทรพจน์ของเขาในหัวข้อ “Redefining Inclusion” ว่า “ตามข้อมูลของ GSMA มีประชากรมากกว่า 1 พันล้านคนยังไม่สามารถเข้าถึงบริการบรอดแบนด์ไร้สาย และอีกมีประชากรอีก 3,800 ล้านที่ยังไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งคิดเป็นกึ่งหนึ่งของประชากรทั้งโลก
ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี ของหัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ องค์กรอุตสาหกรรม และพันธมิตรธุรกิจ มาร่วมกันส่งเสริมให้ทุกคนได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากดิจิทัลด้วย
“เราต้องการแผนที่ดำเนินการได้ในทันที และด้วยความทุ่มเทร่วมกัน พวกเราสามารถทำให้ทุกคนในสังคมมีทักษะด้านดิจิทัลได้” เขากล่าว
“ที่หัวเว่ย เราเชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดี และเราควรใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีเช่นเดียวกัน เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงดิจิทัล เราได้จัดวางแผนการดำเนินงานร่วมกัน” มร. แมคโดนัลด์ กล่าว “โครงการนี้มีชื่อว่า Tech4ALL ซึ่งจะเน้น 3 ด้านด้วยกันคือ การเชื่อมโยง การนำไปใช้ และทักษะ”
หัวเว่ย ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีและสมาร์ทดีไวซ์ชั้นนำระดับโลก ได้กล่าวคำมั่นที่จะลดอุปสรรคในเรื่องของต้นทุนและการครอบคลุมของสัญญาณผ่านนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ช่วยให้นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันสำหรับชุมชนและอุตสาหกรรมต่าง ๆ และทำงานร่วมกับรัฐบาล ชุมชนท้องถิ่น และอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อเพิ่มการตระหนักรู้ด้านทักษะดิจิทัลและให้ความช่วยเหลือตามจำเป็น
“ตัวอย่างเช่น ตลอดสิบปีที่ผ่านมา โครงการ Seeds for the Future ของเราได้ช่วยพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้แก่นิสิตนักศึกษากว่า 30,000 คนจาก 100 กว่าประเทศ”
ในประเทศไทย โครงการ “Seeds for the Future” ได้ส่งนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยไทย ไปศึกษาวัฒนธรรมจีนที่กรุงปักกิ่ง พร้อมศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีไอซีทีอันทันสมัยที่เมืองเซินเจิ้น
ในปี 2561 หัวเว่ยได้จัดการแข่งขัน “Huawei ICT Competition Thailand” เพื่อบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพด้านไอซีที เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาไทยแลนด์ 4.0 และสร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงดิจิทัลได้
“ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น ในอีก 5 ปีข้างหน้า เป้าหมายของเราคือการช่วยให้ประชากรอีก 500 ล้านคนได้ใช้ประโยชน์โดยตรงจากเทคโนโลยีดิจิทัล”
“นี่คือภารกิจของเรา และเราหวังว่าพวกคุณจะมาร่วมกับเรา เพราะด้วยการร่วมแรงร่วมใจ พวกเราจะสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปสู่คนทุกคน บ้านทุกหลัง และองค์กรทุกแห่ง เพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงกันอย่างเต็มรูปแบบ” มร. ไมเคิล แมคโดนัลด์ กล่าว

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

ปลอกขาและกายภาพ อุปกรณ์ช่วยสัตว์เลี้ยงพิการเดินได้อีกครั้ง

โรงช่างเเห่งนี้ผลิตกายอุปกรณ์เป็นการเฉพาะ ปลอกขา เเละกายอุปกรณ์เทียมทุกชิ้นทำขึ้นเพื่อใช้กับสัตว์ ส่วนมากเป็นสุนัขเลี้ยง
เดอรริค คามพาน่า (Derrick Campana)
ผู้ก่อตั้งบริษัท Bionic Pets มองว่าผลงานกายอุปกรณ์ต่างๆ ที่เขาคิดค้นขึ้นเป็นงานศิลป์อย่างหนึ่ง เขากล่าวว่าเขาผลิตกายอุปกรณ์เทียมเเต่ละชิ้นขึ้นด้วยมือ ทำขึ้นเองทั้งหมดตั้งเเต่ต้นโดยใช้ปูนปลาสเตอร์เเละประกอบขึ้นจากพลาสติกเเละโฟม ถือเป็นงานศิลป์ในทุกขั้นตอนก็ว่าได้ ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่าคามพาน่าใช้อุปกรณ์ที่แปลกไปกว่าเดิมในการผลิตกายอุปกรณ์เทียมเขาบอกว่าใช้งานเตาอบพิซซ่าเตานี้มานาน 16 ปีเเล้ว ช่วยผลิตอุปกรณ์ออกมาเเล้วรวมประมาณ 30,000 ชิ้นให้เเก่สัตว์ชนิดต่างๆ เตาอบนี้ใช้อบพลาสติก
บริษัท Bionic Pets ตั้งอยู่ที่เมือง Sterling ในรัฐเวอร์จีเนีย เป็นหนึ่งในบริษัทราว 10 เเห่งทั่วโลกเท่านั้นที่ผลิตกายอุปกรณ์เทียมที่ออกแบบเฉพาะตัวให้เเก่สัตว์
คุณคามพาน่ากล่าวว่าบริษัทได้ประดิษฐ์ปลอกขาชิ้นเเรกในโลกให้กับอูฐตัวหนึ่งเเละทุกวันๆ เขาได้รับการติดต่อให้ประดิษฐ์กายอุปกรณ์เทียมใหม่ๆ ที่ท้าทายทุกวัน ในปัจจุบัน นิยมนำกายอุปกรณ์ไปใช้กับสัตว์เลี้ยงที่พิการหลากหลายชนิดมากขึ้น
คุณคามพาน่า เจ้าของบริษัท Bionic Pets
บอกว่าเขามีความสุขใจมากจากช่วยเหลือสัตว์โดยในโครงการที่ใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของเขา คามพานาได้เดินทางไปแอฟริกาเพื่อนำปลอกขาชิ้นหนึ่งไปสวมให้กับช้างป่าชื่อ Jabu ช้างแอฟริกันจากบอสวาน่า คุณคามพาน่าเล่าว่า จาบู ตกลงไปในโพรงปลวก ทำให้ข้อเท้าข้างหนึ่งพลิก เขาจึงประดิษฐ์ปลอกขาช้างขึ้นมาเพื่อให้จาบูสามารถเดินไปไหนมาไหนได้เเละไม่ตกเป็นเหยื่อของสัตว์ล่าเนื้อในป่า
อย่างไรก็ตาม Campana บอกว่าส่วนใหญ่เขาไม่ได้เดินทางไปรักษาสัตว์ด้วยตัวเองเเต่จะจัดส่งชุดกายอุปกรณ์ไปให้กับลูกค้าเพื่อหล่อปลอกขาของสัตว์เพื่อใช้เป็นแบบ เเล้วส่งกลับมายังบริษัทเพื่อทำการผลิตเป็นกายอุปกรณ์เทียมหรือขาเทียมตามแบบที่ส่งมา
คุณคามพาน่าบอกว่าทางบริษัทจัดส่งชุดทำปลอกแม่เเบบไปทั่วโลก ลูกค้าจะส่งปลอกที่หล่อเเบบคือมาทางไปรษณีย์ เมื่อทางบริษัทผลิตเป็นขาเทียมหรือกายอุปกรณ์เทียมเรียบร้อยเเล้ว ก็จะจัดส่งกลับไปยังลูกค้า
คุณลิซ่า โบกิน นำสุนัขเลี้ยงตัวหนึ่งของเธอมาติดปลอกขาข้างหนึ่งพิการหลังจากการผ่าตัดไม่ได้ผล คุณโบกินกล่าวว่าหมาของเธอจะไม่เหมือนหมาปกติทั่วไปเพราะต้องใส่ปลอกขา
สุนัขเลี้ยงที่อายุมากของลูกค้าอีกคนหนึ่งบาดเจ็บเพราะเส้นเอ็นที่หัวเข่าขาด คามพานาประดิษฐ์ปลอกหัวเข่าขึ้นมาเพื่อให้เส้นเอ็นเยียวยาได้ดีขึ้น คุณมิสซี่ เเล็คคาส เจ้าของสุนัขบอกว่าเธออยากให้สุนัขเลี้ยงอายุมากตัวนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในชีวิตบั้นปลายของสุนัข
คุณคามพาน่าบอกว่าเขามีความสุขใจทุกครั้งที่ติดปลอกขาให้สุนัขสำเร็จเพราะได้เห็นหมาเริ่มเดินได้อีกครั้ง
(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

นักวิจัยเร่งศึกษาอาคาร “อัจฉริยะ” ตรวจจับและป้องกันภัยยิงสังหารหมู่

เหตุการณ์กราดยิงสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นติด ๆ กันในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดการถกเถียงกันเรื่องการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการครอบครองอาวุธปืน ในขณะที่อีกด้าน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Southern California หรือ USC ในรัฐแคลิฟอร์เนีย กำลังทำการศึกษาอีกวิธีหนึ่ง ที่จะทำให้คนที่อยู่ในอาคารปลอดภัยจากความรุนแรงที่เกิดจากการยิงสังหาร
การออกแบบและพฤติกรรม
วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ที่ USC กำลังศึกษาการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน หรือ Virtual Reality เพื่อช่วยในการออกแบบอาคาร “อัจฉริยะ” ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่อยู่ในอาคารต้องตกเป็นเหยื่อของมือปืนสังหารหมู่
พวกเขากำลังศึกษาดูนวัตกรรมใหม่ ๆ หลายอย่าง เช่น ตำแหน่งป้ายทางออก จำนวนจุดซ่อนตัว หรือการใช้ผนังอาคารที่เคลื่อนตัวได้
Gale Lucas นักวิจัยที่สถาบัน Creative Technologies ของ USC บอกว่าก่อนที่จะมาดูเรื่องการออกแบบอาคาร จะต้องศึกษาก่อนว่า ผู้อาศัยหรือคนทำงานในอาคารจะทำตัวอย่างไรเมื่อมีมือปืนบุกเข้ามา และพฤติกรรมของพวกเขาจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หากมีการออกแบบตัวอาคารที่ต่างออกไป โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเข้าช่วย
Lucas บอกว่าในโลกความเป็นจริง การจะเปลี่ยนรูปแบบภายในอาคารทำได้ยาก แต่ในโลกความเป็นจริงเสมือน เธอสามารถเปลี่ยนรูปแบบอาคารอย่างไรก็ได้ เพื่อศึกษาพฤติกรรมของคนได้อย่างปลอดภัยและเป็นไปตามหลักจริยธรรม สิ่งที่อาจจะทำให้อาคารปลอดภัยมากขึ้น ประกอบด้วย จำนวนทางออก จุดซ่อนตัว และ การเลือกว่าจะใช้กระจกบานใสหรือบานขุ่นในตัวอาคาร
Burcin Becerik-Gerber ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมที่ทำงานร่วมกับ Lucas บอกว่า ตอนนี้มีข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและมีงบประมาณมากมาย แต่เธอบอกว่าข้อแนะนำเหล่านี้ยังไม่ได้ผ่านการทดสอบในชีวิตจริงเพื่อดูว่าจะออกมาอย่างไร จึงต้องมีการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้จำลองเหตุการณ์
ปลายปีนี้ อาคารโรงเรียนและอาคารสำนักงานบางแห่งจะถูกใช้เป็นสนามทดลอง โดยจะมีการนำครู และพนักงานกว่า 200 คนมาสวมหน้ากาก virtual reality และให้อยู่บนลู่วิ่ง เพื่อดูว่าหากพวกเขาต้องวิ่งหนีมือปืน พวกเขาจะมีพฤติกรรมอย่างไร
อาคารอัจฉริยะที่ “ตรวจจับภัยได้”
Becerik-Gerber บอกว่ารูปแบบอาคารแบบใดแบบหนึ่งไม่สามารถแก้ทุกปัญหาได้ จึงควรจะออกแบบตัวอาคารให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ซึ่งสามารถทำได้โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ artificial intelligence และเซ็นเซอร์มาช่วย
เธอยกตัวอย่างว่า ในกรณีที่เซ็นเซอร์ตรวจจับได้ว่าตัวอาคารมีเสียงดังมากขึ้นและมีความโกลาหลอันเกิดจากการบุกเข้ามาของมือปืน ก็อาจจะมีการส่งสัญญาณให้กำแพงสามารถเคลื่อนเข้ามากักบริเวณมือปืนเอาไว้ หรือ เปลี่ยนให้กระจกใสให้เป็นสีขุ่น เพื่อพรางตัวผู้ที่อยู่ในอาคาร
อาคาร “อัจฉริยะ” ยังสามารถส่งสัญญาณดิจิตอลเพื่อชี้ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดและห่างไกลจากต้นตอความรุนแรงอีกด้วย
นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย Southern California บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีอาคาร “อัจฉริยะ” ในอนาคตอันใกล้ เพราะเทคโนโลยีทีใช้ตรวจจับอันตรายและตอบสนองเพื่อปกป้องผู้ที่อยู่ในอาคารนั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่สังคมจะต้องมีความสมัครใจที่จะนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในชีวิตจริง

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

Dreamscape บริการการท่องเที่ยวในโลกเสมือนจริงเต็มตัว

ผู้เข้าชมคนหนึ่งเดินผ่านประตูที่เปิดสู่โลกอีกโลกหนึ่งและทิ้งความเป็นจริงเอาไว้เบื้องหลัง
บรูช วอน ซีอีโอของบริษัท Dreamscape Immersive กล่าวว่าเรามองว่า Dreamscape เป็นนายหน้าการท่องเที่ยวที่จะพาคุณไปท่องโลกที่ไร้ขีดจำกัดของเวลา พื้นที่และมิติ เขาเคยทำงานด้าน special effects ของสวนสนุกของดิสนี่ย์ ตอนนี้เขาเป็นซีอีโอของบริษัท Dreamscape
ลองจินตนาการทริปไปเที่ยวสวนสัตว์ที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดจากต่างดาว หรือไปตามล่าสมบัติหรือการผจญภัยใต้ทะเลและนั่นเป็นโลกเสมือนจริงที่ แซค กรีน ก้าวเข้าไปเมื่อเข้าไปในห้อง Dreamscape ห้องหนึ่ง
บริษัท Dreamscape ทำให้โลกเสมือนจริงนี้เป็นไปได้ด้วยการผสมผสานการเล่าเรื่องของฮอลลีวูดเข้ากับความเชี่ยวชาญในการสร้างสวนสนุกแบบธีมพาร์ค
วอล์เตอร์ พาร์คเกอร์ ผู้เขียนบทภาพยนตร์และโปรดิวเซอร์บอกว่าเทคโนโลยีเสมือนจริงหรือ วีอาร์ ทำให้องค์ประกอบเหล่านี้มีชีวิต เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานคณะกรรมการบริษัท Dreamscape
เขากล่าวว่าเทคโนโลยีที่ใช้ช่วยอำนวยให้ทีมงานที่บริษัทสามารถจับร่างกายคนได้ทั่วตัวและการเคลื่อนไหวของร่างกายทุกส่วน ทำให้กลายเป็นอวตารขึ้นมาในโลกเสมือนจริง โรบิน แม็คมิลเลี่ยน ผู้เข้าชมอีกคนหนึ่งรู้สึกทึ่งมากกับประสบการณ์ที่ได้รับ
เธอคิดว่านี่จะเป็นอนาคตของความบันเทิงที่ให้ประสบการณ์ที่เหมือนจริงอย่างสมบูรณ์แบบจนทำให้ลืมไปเลยว่าจริงๆ แล้วเธอยืนอยู่ในห้องห้องหนึ่งเท่านั้น
ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่าก่อนที่จะเดินผ่านประตูเข้าไปสู่โลกเสมือนจริง ผู้เข้าชมจะต้องสวมตัวเซ็นเซ่อร์จำนวนสี่ตัว โดยสวมไว้ที่มือและเท้าทั้งสองข้าง สะพายเป้และสวมแว่นตาวีอาร์เสียก่อน
บรูช วอน ซีอีโอของบริษัท Dreamscape บอกว่าเทคโนโลยีลบขอบกั้นระหว่างความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริง โดยผู้ใช้สามารถยื่นมือออกไปลูบสัตว์ประหลาดต่างดาวได้หรือมีคบไฟที่ช่วยนำทางและมีคบไฟอยู่จริง
และไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น คอมพิวเตอร์แบบเป้สะพายหลังของผู้ใช้แต่ละคนกับตัวเซ็นเซ่อร์ในห้องเป็นตัวสร้าง special effects อาทิ ลม หมอกและแรงสั่นของพื้นดิน ห้อง Dreamscape สามารถจุคนได้ครั้งละ 6 คนในการเข้าชมรอบละ 10 นาทีและตอนนี้ทางบริษัท Dreamscape ได้เริ่มวางแผนขยายกิจการท่องเที่ยวในโลกเสมือนจริงนี้เพิ่มอีกหลายแห่งแล้ว
(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

บริษัทจีนมีแผน “โอนถ่ายความทรงจำ” จากสัตว์เลี้ยงต้นแบบสู่ตัวโคลนในอนาคต

บริษัทซิโนยีน ไบโอเทคโนโลยี (Sinogene Biotechnology) ธุรกิจเอกชนด้านเทคโนโลยีชีวภาพของจีน เปิดตัวลูกแมวชื่อ “ต้าซ่วน” หรือ “น้องกระเทียม” ซึ่งเป็นแมวที่โคลนได้สำเร็จเป็นตัวแรกของประเทศ ทั้งยังเผยแผนการพัฒนาธุรกิจโคลนสัตว์เลี้ยงซึ่งกำลังเป็นที่นิยมให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น โดยจะเร่งวิจัยเพื่อหาทาง “โอนถ่ายความทรงจำ” จากสัตว์ตัวต้นแบบมาสู่ตัวโคลนให้ได้ในอนาคต
หนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ของทางการจีนรายงานว่า ทางบริษัทซิโนยีนฯ ได้แถลงถึงแผนการที่เตรียมจะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) รวมทั้งระบบ Human – Machine Interface (HMI) ซึ่งเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างคนและเครื่องจักร มาใช้เก็บข้อมูลความทรงจำของสัตว์เลี้ยงตัวต้นแบบ หรือแม้กระทั่งถ่ายโอนความทรงจำดังกล่าวให้กับสัตว์ที่โคลนจากตัวต้นแบบได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทไม่ได้ชี้แจงในรายละเอียดว่าการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่าการถ่ายโอนความทรงจำในสิ่งมีชีวิตนั้นสามารถทำได้
นายไหล เหลียงเสวีย หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของบริษัทซิโนยีนฯ บอกว่า สัตว์ที่เกิดจากการโคลนนั้นแม้จะมีรูปร่างหน้าตาและข้อมูลทางพันธุกรรมเหมือนกับสัตว์ตัวต้นแบบทุกประการ แต่ก็มีบุคลิก อารมณ์ความรู้สึก และลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งความแตกต่างตรงนี้เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคนที่นำสัตว์ตัวโปรดมาโคลนทำสำเนาเอาไว้ก็อาจจะไม่ต้องการ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจรับโคลนสัตว์เลี้ยงที่เสียชีวิตลงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ชาวจีน โดยเป็นบริการที่ช่วยปลอบประโลมเจ้าของที่ต้องสูญเสียสัตว์เลี้ยงแสนรักไปให้ไม่ต้องรู้สึกเศร้าโศกเสียใจมากนัก เพราะยังมีตัวโคลนที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกประการมาทดแทน เสมือนว่าสัตว์เลี้ยงตัวเดิมไม่ได้จากไปไหน
ในกรณีของ “น้องกระเทียม” ลูกแมวโคลนตัวล่าสุดนั้น เจ้าของบอกว่าตัดสินใจว่าจ้างให้บริษัทซิโนยีนฯ ทำการโคลนแมวตัวโปรดที่ตายลงเพราะโรคทางเดินปัสสาวะ โดยมีสนนราคาค่าบริการที่ 250,000 หยวน หรือราว 1.1 ล้านบาท ส่วนการโคลนสุนัขนั้นจะมีราคาแพงกว่าที่ 380,000 หยวน หรือราว 1.6 ล้านบาท
เมื่อปีที่แล้วบริษัทเดียวกันได้โคลนสุนัขพันทางชื่อ “กั่วจือ” ซึ่งเป็นดาวดังทางโทรทัศน์ของจีนได้สำเร็จ โดยเพาะเซลล์ที่ได้จากสุนัขต้นแบบให้กลายเป็นตัวอ่อนเสียก่อน แล้วจึงปลูกถ่ายตัวอ่อนนั้นเข้าไปในครรภ์ของสัตว์ที่เป็นแม่อุ้มบุญ ซึ่งจะอุ้มท้องและคลอดลูกสุนัขที่เหมือนกับตัวต้นแบบทุกประการเมื่อครบกำหนด
แม้การโคลนสิ่งมีชีวิตจะมีปัญหาในทางเทคนิคและจริยธรรมอยู่บ้าง เนื่องจากสัตว์ที่เกิดมาด้วยวิธีนี้มักมีปัญหาทางสุขภาพและมีอายุสั้นกว่าสัตว์ชนิดเดียวกันที่เกิดมาด้วยวิธีธรรมชาติ แต่นายไหลยืนยันว่าสุนัขและแมวที่เกิดจากการโคลนของทางบริษัท มีแนวโน้มจะมีอายุขัยเฉลี่ยเท่ากับสัตว์ชนิดเดียวกันโดยทั่วไป

เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai

หุ่นยนต์ ‘จะมาแทนที่คนงานในโรงงาน 20 ล้านตำแหน่ง’ ในปี 2030

อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ บริษัทด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ระบุว่า งานในภาคการผลิตทั่วโลกสูงถึง 20 ล้านตำแหน่ง อาจถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ในปี 2030
อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุด้วยว่า ตำแหน่งงานในภาคบริการ ก็จะถูกหุ่นยนต์มาแทนที่ด้วยส่วนหนึ่งเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของหุ่นยนต์ ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มตำแหน่งงานด้วย
นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการป้องกัน ไม่ให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน แย่ลงไปกว่าเดิม เพราะการนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนคน
การเพิ่มขึ้นของหุ่นยนต์
อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า การมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1 ตัว จะมาแทนที่งานในภาคการผลิต 1.6 ตำแหน่งงาน โดยภูมิภาคใดยิ่งมีงานที่ใช้ทักษะน้อยก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้น
อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า ภูมิภาคที่คนมีทักษะในการทำงานต่ำกว่า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่า และมีอัตราการว่างงานที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น จะเสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งงานให้แก่หุ่นยนต์มากกว่า
บทวิเคราะห์
โดย โรรี เซลลัน-โจนส์ ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี
เราเห็นการคาดการณ์มาแล้วมากมายว่า หุ่นยนต์จะมาทำงานแทนที่คน ตั้งแต่คนงานในโรงงานไปจนถึงผู้สื่อข่าว ขณะที่งานที่ไม่ได้ใช้แรงงานก็กลับมามีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบด้วย
แต่ในรายงานนี้ได้นำเสนอมุมมองบางอย่างที่แตกต่างออกไป โดยเน้นย้ำถึงผลดีในด้านผลิตภาพจากการนำหุ่นยนต์มาใช้งาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโต นั่นหมายความว่า แม้จะมีการสูญเสียตำแหน่งงานไป แต่ก็จะมีตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นด้วย
แม้ว่า รายงานนี้จะเห็นว่า หุ่นยนต์เริ่มเข้าไปทำงานในภาคบริการ จากเดิมที่ถูกนำไปใช้งานในภาคการผลิตเป็นส่วนใหญ่ แต่ภาคการผลิตก็จะยังคงได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะในจีน ซึ่งมีแรงงานจำนวนมากที่อาจถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์
ส่วนงานในภาคบริการที่เผชิญความเสี่ยง อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอย่าง การขนส่ง หรือการก่อสร้าง มากกว่าด้านกฎหมายหรือสื่อมวลชน นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อคนที่มีทักษะในการทำงานต่ำกว่า ที่ย้ายมาจากภาคการผลิตด้วย
ความท้าทายสำหรับรัฐบาลต่าง ๆ ก็คือ จะส่งเสริมนวัตกรรมที่หุ่นยนต์ทำงานแทนคนได้เป็นอย่างดีอยู่แล้วอย่างไร ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจว่า จะไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพิ่มขึ้นด้วย
อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ยังพบว่า งานใดที่ต้องทำซ้ำ ๆ ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนมากขึ้น ส่วนงานที่จำเป็นต้องใช้ความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์ หรือการเข้าสังคม น่าจะยังต้องใช้คนในการทำงานต่อไป “อีกหลายสิบปี” ทางบริษัทเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาคธุรกิจ แรงงาน และครู ช่วยกันคิดว่า จะพัฒนาทักษะแรงงานอย่างไรให้สอดคล้องกับการที่มีหุ่นยนต์มาทำงานแทนคนเพิ่มขึ้น
นับตั้งแต่ปี 2000 ภาคการผลิตมีการนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนคนแล้วราว 1.7 ล้านตำแหน่งงาน รวมถึง 400,000 ตำแหน่งงานในยุโรป 260,000 ตำแหน่งงานในสหรัฐฯ และ 550,000 ตำแหน่งงานในจีน
อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ คาดว่า จีนจะนำหุ่นยนต์มาใช้ในภาคการผลิตมากที่สุด โดยในปี 2030 จีนจะมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมากถึง 14 ล้านตัว
ส่วนในสหราชอาณาจักร อาจจะมีงานหลายแสนตำแหน่งที่ถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์
อย่างไรก็ตาม อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ประเมินว่า หากมีหุ่นยนต์มาทำงานแทนคนทั่วโลกเพิ่มขึ้น 30% จะทำให้ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของทั้งโลก เพิ่มขึ้น 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 153.7 ล้านล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับที่สูญเสียตำแหน่งงานไปเพราะหุ่นยนต์

เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai

ญี่ปุ่นเปิดตัว “ทีมหุ่นยนต์ผู้ช่วย” สำหรับกีฬาโอลิมปิก 2020

หุ่นยนต์ผู้ช่วยสำหรับกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ปี ค.ศ. 2020 ได้รับการออกแบบมาให้สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ ข้ามสนามได้อย่างรวดเร็ว และทำหน้าที่เก็บอุปกรณ์ในการแข่งขันกีฬา เช่น หอกจากกีฬาพุ่งหลาว และแผ่นกลมสำหรับกีฬาขว้างจักร หลังจากที่นักกีฬาขว้างออกไปแล้ว
หุ่นยนต์อีกตัวจะมีหน้าจอที่มีขนาดเท่าคนบนล้อของมัน หุ่นยนต์ตัวนี้ได้รับการออกแบบ มาเพื่อช่วยให้ผู้ชมทางบ้านสามารถดูกีฬาแบบเสมือนจริงได้
นอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ยิ้มแย้มเป็นมิตร เรียกว่า “หุ่นยนต์มาสคอต” ซึ่งแม้เดินไม่ได้แต่สามารถขยับแขนขาได้ พูดไม่ได้แต่สามารถส่งสายตาได้หลายแบบ ทั้งแบบสายตาเป็นประกาย และเป็นรูปหัวใจ ถือเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นตัวแทนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้
คุณ Tomohisa Moridaira หัวหน้าคณะวิศวกรกล่าวเสริมว่า หุ่นยนต์ตัวนี้ยังอาจทำงานอย่างอื่นได้อีก เช่น การถือคบเพลิงโอลิมปิกโดยใช้แม่เหล็ก
“หุ่นยนต์ภาคสนาม”
เป็นหุ่นยนต์ที่มีขนาดเล็ก มีรูปร่างเหมือนรถประจำทาง สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกล้องสามตัวและเซ็นเซอร์พิเศษที่ช่วยให้มองเห็นสภาพแวดล้อม ด้านบนของตัวรถมีไฟชนิดพิเศษรอบๆ ที่จะสว่างขึ้นในขณะที่ทำงาน โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวาง และยังสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นหญ้าได้อีกด้วย
คุณ Takeshi Kuwabara ผู้ดูแลการพัฒนาหุ่นยนต์บอกว่า หุ่นยนต์นี้ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานร่วมกันกับทั้งหุ่นยนต์และมนุษย์ และว่าเป้าหมายก็คือการใช้ประโยชน์จากข้อดีของทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์
หุ่นยนต์เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2020 ที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น
บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่น Toyota Motor Corporation เปิดตัวหุ่นยนต์เหล่านี้ให้ผู้สื่อข่าวได้ชมเมื่อไม่กี่วันก่อน โดย Toyota เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2020 ด้วย
ศูนย์วิทยาการหุ่นยนต์ของโตโยต้าในสหรัฐฯ ได้พัฒนาหน้าจอเคลื่อนที่ขนาดเท่ามนุษย์หรือ T-TR1 ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นตัวแทนของคนที่ไม่สามารถเข้าร่วมชมการแข่งขันได้
ก่อนหน้านี้ โตโยต้าได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ด้วยล้อมาแล้วหลายชนิด เพื่อช่วยผู้สูงอายุทำงานบ้าน และช่วยผู้ป่วยในโรงพยาบาล นอกจากนี้หุ่นยนต์เหล่านี้ยังสามารถนำทางคนพิการไปยังที่นั่งในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และยังช่วยเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มได้อีกด้วย

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

นวัตกรรมอัจฉริยะ คอนแทคเลนส์อันแรกของโลกที่ถ่ายภาพ+วิดีโอได้

โดย ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ : ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีไฮเทคที่เรามักจะเห็นในหนังสายลับต่างๆ จะไม่ได้มีให้เห็นแค่ในจออีกต่อไป แต่เรากำลังจะได้ใช้จริงแล้ว เพราะล่าสุดบริษัท SONY ได้พัฒนาคอนแทคเลนส์ให้เป็นสิ่งของที่มีนวัตกรรมอัจฉริยะมากขึ้น โดยทำให้สิ่งนี้สามารถถ่ายภาพนิ่งและบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ด้วยการกะพริบตาเท่านั้น
โดยบริษัท SONY ได้นำเทคโนโลยี Nikola Tesla มาพัฒนากับตัวคอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ ซึ่งในคอนแทคเลนส์จะประกอบไปด้วยการถ่ายภาพ ชุดคุมส่วนกลาง เสาอากาศ พื้นที่เก็บคลังข้อมูล และเซ็นเซอร์ ซึ่งมีการทดลองจนประสบความสำเร็จ และได้ทำการยื่นขอจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ขึ้น
ในส่วนของการทำงานของคอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ จะทำการบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเวลาที่กะพริบตาเพื่อตั้งใจถ่ายภาพ โดยจะมีเซ็นเซอร์เพื่อแยกว่าตอนไหนคือการกะพริบตาปกติแบบไม่รู้ตัว และเวลาไหนคือการกะพริบตาเพื่อตั้งใจถ่ายภาพ โดยทาง SONY ได้อธิบายไว้ว่า ปกติแล้วคนเราจะกะพริบตา 0.2 – 0.4 วินาที ต่อครั้ง แต่หากเรากะพริบตาเกินกว่า 0.5 วินาที ต่อครั้ง ซึ่งถือว่าผิดปกติจากการกะพริบตาของมนุษย์ จะทำให้คอนแทคเลนส์ทำการบันทึกภาพและภาพเคลื่อนไหวในตอนนั้น
นอกจากนี้คอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ยังทำงานแบบไร้สาย โดยใช้คลื่นวิทยุกับการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของเทคโนโลยี Nikola Tesla มาทำให้เป็นการทำงานแบบไร้สาย ซึ่งแหล่งพลังงานจะมาจากสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อ ซึ่งจะสามารถทำการซูมและโฟกัสอัตโนมัติได้ด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม คอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้น่าจะยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบต่างๆ เพื่อให้มั่นใจและแน่ใจว่าปลอดภัย มีความเหมาะสม และเป็นนวัตกรรมชั้นดีที่พร้อมจะออกสู่ตลาดให้เราได้ใช้มันจริงๆ

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com