[รีวิวเกม] The Dark Pictures Anthology: Man of Medan คอนเซ็ปต์ดี มีตุ้งแช่ แต่ยังไม่ค่อยโดน

จากผู้สร้างเกมแนวควิกไทม์อีเวนต์ เน้นให้ผู้เล่นกำหนดเส้นเรื่องด้วยตนเอง อย่าง Supermassive Games ที่เคยมีผลงานเด็ดเป็นเอกซ์คลูซีฟบนเครื่อง PS4 อย่าง Until Dawn มารอบนี้พวกเขายังคงดำเนินแนวทางสยองขวัญสั่นประสาท แวดล้อมด้วยบรรยากาศลึกลับไม่น่าไว้วางใจ และแน่นอนมากมวลด้วยเหตุการณ์ที่พร้อมจะฆ่าทุกตัวละครหากเราตัดสินใจหรือกดปุ่มพลาด ด้วยโพรเจกต์สุดทะเยอทะยานอย่าง The Dark Pictures Anthology ที่ใช้ไอเดียแบบซีรีส์สยองขวัญ ว่าด้วยภัณฑารักษ์สูงวัยผู้ดูแลหนังสือและภาพเขียนเก่าแก่ ที่จะมาเล่าเรื่องสยองขวัญให้เราฟังในแต่ละตอน คล้ายพวกเรื่องเล่าแบบรายการ Tale from the Crypt เรื่องเล่าจากหลุมศพ หรืออย่างบ้านเราก็เคยมีเช่น ยายกะลา ตากะลี ที่มีผีเฒ่ามาเล่าเรื่องสยองให้ฟัง โดยภาพวาดที่ซ่อนในฉากของเรื่องเล่านั้นก็สร้างนิมิตถึงเหตุการณ์ในอนาคตเพื่อใบ้ผู้เล่นได้ด้วย ซึ่งก็เป็นกิมมิกที่ล้อกับชื่อเกมที่ว่า The Dark Pictures คือคิดคอนเซ็ปต์มาลงตัวเลยนะ ภัณฑารักษ์ปริศนา หนังสือต้องสาป ภาพวาดผีสิง และเรื่องเล่าสยองที่ซับซ้อนหลอกล่อให้เรางุนงงสงสัย โดยเรื่องแรกที่ Supermassive Games ได้เลือกมาเปิดหัวโพรเจกต์นี้ก็คือตอนที่ชื่อว่า Man of Medan นี่เอง เนื้อเรื่องของ Man of Medan ด้วยความที่เป็นเกมขายเนื้อเรื่องอยู่แล้ว ส่วนนี้จึงน่าจะได้รับความพิถีพิถันมากที่สุดของเกม เพราะถ้าเนื้อเรื่องเอาไม่อยู่ให้เกมเพลย์ดีเท่าใด ก็อาจทำเอาแฟนแนวเกมนี้ส่ายหัวเอาง่าย ๆ โดยเนื้อเรื่องของเกมจะมีอินโทรสั้น ๆ เพื่อเกริ่นเรื่องราว ทั้งยังเป็นส่วนของการฝึกวิธีการเล่นไปในตัวด้วย เปิดเรื่องมาเราจะได้ตามชีวิตของทหารอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กำลังได้เดินทางกลับบ้านด้วยเรือรบนามว่า Medan หลังจากผ่านภารกิจสำคัญมาได้ โดยหนึ่งในสัมภาระสำคัญที่ถูกลำเลียงขึ้นเรือไปพร้อมกันจากท่าเรือในประเทศจีน คือ ร่างของทหารผู้พลีชีพในโลงศพคลุมธงชาติสหรัฐ ที่เพิ่มบรรยากาศสยองขวัญขึ้นทันที นอกจากนั้นยังมีลังปริศนาที่มีสัญลักษณ์กระดูกไขว้จำนวนหนึ่งถูกขนขึ้นอย่างระมัดระวังด้วย เราจะได้เล่นเป็น 1 ในทหารที่ตื่นมาจากอาการป่วยและพบว่าบัดนี้ลูกเรือต่างกำลังถูกคุกคามจากบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว พวกเขาอาละวาด และบางคนก็ตายอย่างสยดสยองด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับหวาดกลัวบางอย่าง เรื่องราวตัดข้ามมายังปัจจุบัน ชายหนุ่มกับแฟนสาว พร้อมน้องชายของทั้งคู่รวม 4 คนกำลังจะออกทริป โดยเช่าเรือของกัปตันสาวห้าวเพื่อล่องมหาสมุทรและดำน้ำในจุดที่พบเรือและเครื่องบินสมัยสงครามโลก และนั่นก็เป็นจุดเริ่มของเรื่องราวต่าง ๆ เมื่อคู่รักได้พบหลักฐานบางอย่างจากซากเครื่องบินใต้น้ำที่บ่งชี้ถึงทองคำที่ถูกขนไปกับเรือ Medan แม้กัปตันสาวจะเตือนนักหนาว่าอย่าไปยุ่งสมบัติผู้ตายจากท้องทะเล และในคืนนั้นเองเคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้พวกเขาถูกโจรสลัดปล้นเรือ และทั้งหมดก็ได้เผชิญเรือร้าง Medan โดยไม่คาดคิดท่ามกลางพายุกระหน่ำ เรื่องราวสุดสยองขวัญบนเรือผีสิงของเหล่าหนุ่มสาวที่ต้องเผชิญทั้ง ซากศพ วิญญาณ ปริศนาบนเรือ และหนีการไล่ล่าจากกลุ่มโจรจึงเริ่มขึ้นนับจากนั้น พูดกันแบบเข้าเรื่องเลยคือ เนื้อเรื่องเกมนี้เปิดหัวได้น่าสนใจมากในยุคสงครามโลก ก่อนจะแผ่วลงมากในช่วงเปิดตัวยุคปัจจุบัน และกว่าจะเข้มข้นอีกครั้งก็นู่นขึ้นเรือผีไปแล้วนั่นล่ะ และถ้าคุณเป็นสายสำรวจยับอ่านทุกอย่างที่เก็บได้ คุณก็จะพอเดาเรื่องราวปริศนาได้ตั้งแต่กลาง ๆ เกมแล้วด้วย คือน่าเสียดายไปนิดที่เกมไม่ได้วางหมากซับซ้อนพอ หรือไม่ก็วางเบ็ดล่อที่โฉ่งฉ่างเกินไปจนคนเล่นเดาทางได้ไปเสียก่อน ความลุ้นหรือสงสัยอยากรู้ฉากจบเลยไม่ได้มีมากเท่าเกมในแนวเดียวกัน หรือแม้แต่กับเกมก่อนหน้าอย่าง Until Dawn เลย และเมื่อบวกกับเนื้อหาที่ไม่ได้ยาวเท่าไหร่เลย เล่น 5-6 ชั่วโมงก็จบได้ เลยรู้สึกว่ามันอาจไม่ค่อยอิ่มค่อยคุ้มเท่าไหร่กับเนื้อเรื่องที่มีเท่านี้ เครดิต : (beartai) https://www.beartai.com

จัดหนัก จัดเต็ม กับมหกรรมงานเกมสุดมันส์แห่งปี Extreme Games 2019!

จบลงได้อย่างยิ่งใหญ่และสวยงาม กับงาน Extreme Games 2019 ที่จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายนที่ผ่านมาของค่าย ELECTRONICS EXTREME ผู้ให้บริการเกมออนไลน์ในประเทศไทย ที่รวมเอากิจกรรมและความสนุกสนานของทุกเกมในเครือ EXE ไม่ว่าจะเป็น RAGNAROK ONLINE, CABAL และ INFESTATION มาไว้ที่งานนี้ พร้อมทั้งไฮไลท์การแถลงข่าวเปิดตัวเกมมือถือตัวใหม่ NEW GUNBOUND และการแถลงข่าวความร่วมมือกับบริษัท GRAVITY จากประเทศเกาหลีใต้ ในการร่วมกันพัฒนาเกมใหม่ล่าสุด RAGNAROK BATTLE ACADEMY (ROBA) ที่ได้ลิขสิทธิ์ตัวละครมาจากเกม RAGNAROK ONLINE โดยงานนี้ได้ถูกจัดขึ้นที่ GMM LIVE HOUSE ห้าง CENTRAL WORLD โดยภายในงานได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวเกมมือถือตัวใหม่ NEW GUNBOUND พัฒนาโดยบริษัท SOFTNYX ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเดียวกับ GUNBOUND ในเวอร์ชั่น PC ที่เคยเปิดให้บริการและได้รับความนิยมจากเกมเมอร์ชาวไทยเป็นจำนวนมาก โดยในเวอร์ชั่นที่ถูกพัฒนามาเป็นเกมมือถือนี้จะมีการผสมผสานจุดเด่นของเกม GUNBOUND ที่ทุกคนคุ้นเคย พร้อมกับเพิ่ม Features และระบบใหม่ๆ ที่ทันสมัยเข้ามา เพื่อรองรับกลุ่มผู้เล่นทั้งคนที่เคยเล่นและรู้จักเกม GUNBOUND มาแล้ว และเกมเมอร์รุ่นใหม่ที่กำลังมองหาเกมแนว Casual ให้ทุกคนสามารถสนุกกับเกมนี้ได้ทุกคน และเล่นเกมนี้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งเกมนี้จะเปิดให้บริการโดยบริษัท ELECTRONICS EXTREME โดยครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 10 ประเทศภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานในครั้งนี้ คือการแถลงข่าวการร่วมกันเป็นผู้พัฒนาเกมใหม่ RAGNAROK BATTLE ACADEMY (ROBA) ที่ได้ลิขสิทธิ์มาจากเกม RAGNAROK ONLINE โดยเกมนี้เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัท GRAVITY ของเกาหลี (เจ้าของลิขสิทธิ์ RAGNAROK) และ EXTREME STUDIO ของไทย โดยตัวเกมจะเป็นรูปแบบ Battle Royale ที่ผสานความเป็น RPG แบบ RAGNAROK ผู้เล่นจะได้จำลองว่าตัวเองเป็น Novice ที่จะต้องฝึกฝนพยายามต่อสู้และเอาชีวิตรอดจากทั้งมอนสเตอร์ และผู้เล่นอื่น เพื่อที่จะได้เป็นกลุ่มสุดท้ายที่สามารถรอดชีวิตและเป็นผู้ชนะในเกมนั้นๆ ได้ ซึ่งตอนนี้ตัวเกมได้ถูกพัฒนาไปแล้วประมาณ 80% และเมื่อตัวเกมแล้วเสร็จ ทางผู้พัฒนามีแผนที่จะเปิดให้บริการในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อน (SEA) โดยคาดว่าจะสามารถให้ผู้เล่นได้เริ่มเข้าร่วมทดสอบเกมฯ ได้ในปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า นอกจากนี้ภายในงานยังมีศิลปินและแขกรับเชิญมากมายที่มาร่วมสร้างสีสันและความสนุกให้กับงาน EXTREME GAMES 2019 ในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นโชว์พิเศษจากน้องๆ ไอดอล “วง SWEAT 16!” และเกมแคสเตอร์ที่เป็นที่รู้จักอย่าง ARTHUR, ThisKK, MintAUKA, KWANG ARISA ฯลฯ นอกจากนี้ยังมี Mini-Concert จากนักร้องชื่อดังไม่ว่าจะเป็น CDGUNTEE, NICECNX และวง COCKTAIL และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับงานในครั้งนี้ก็คือการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทยของ 2 เกมในเครือทั้ง RAGNAROK THAILAND CHAMPIONSHIP 2019 (RTC2019) และ CABAL PVP ENCOUNTER รอบ GRAND FINAL ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 1,300,000 บาท อีกทั้งยังมีการประเดิมการแข่งขันรายการแรกของเกม New Gunbound ภายในงาน กับรายการ Duo Shooting Star Tournament ที่ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 25,000 บาท พร้อมได้เป็นเจ้าของไอเทมสุดพิเศษก่อนใครในเซิร์ฟเวอร์ สำหรับงาน EXTREME GAMES 2019 ได้ถูกจัดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 4 ด้วยความตั้งใจของทาง ELECTRONICS EXTREME ที่จะสร้างเสริมคอมมูนิตี้ของเกมเมอร์ทุกๆ คนให้มีพื้นที่ได้เข้ามาพบปะพูดคุย ร่วมกิจกรรม รวมไปถึงการจัดการแข่งขัน ESPORT ของเกมในเครือ EXE เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกมเมอร์ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับตัวเกมมากขึ้น อีกทั้งยังมีวัตถุประสงค์เพื่อจะช่วยสร้างสรรค์พัฒนาวงการอุตสาหกรรมเกมของไทยให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากลยิ่งขึ้น ซึ่งงานในแต่ละปี นอกเหนือไปจากการนำคอนเท้นท์ของเกมในเครือไปจัดแสดงให้เกมเมอร์ทุกคนได้เข้าร่วมแล้ว เรายังมีการแสดงและกิจกรรมพิเศษจากแขกรับเชิญและศิลปินที่มีชื่อเสียงที่เข้ามาร่วมสร้างสีสันให้งานมีความสนุกครบครันและน่าประทับใจที่สุด เครดิต : (playulti) https://www.playulti.com

หัวเว่ย เปิดตัว Ascend 910 โพรเซสเซอร์ AI ทรงพลังที่สุดในโลก และ MindSpore เฟรมเวิร์กการประมวลผล AI

หัวเว่ยเปิดตัว Ascend 910 โพรเซสเซอร์ AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลก และ MindSpore เฟรมเวิร์กการประมวลผล AI สำหรับทุกสถานการณ์
“โครงการของเรามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ที่เราประกาศกลยุทธ์ที่มุ่งเน้น AI ไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว” มร. อีริค สวี่ ประธานกรรมการบริหารแบบหมุนเวียนตามวาระ กล่าว “ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เราได้ให้สัญญาไว้ว่าจะสร้างพอร์ตโฟลิโอ AI ที่ครบวงจรสำหรับทุกสถานการณ์ และวันนี้เราทำสำเร็จแล้ว ด้วยการเปิดตัว Ascend 910 และ MindSpore การเปิดตัววันนี้นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นจากกลยุทธ์ AI ของหัวเว่ย”
มร. อีริค สวี่ ประธานกรรมการบริหารแบบหมุนเวียนตามวาระ ประกาศการเปิดตัว Ascend 910 โพรเซสเซอร์ AI และ MindSpore เฟรมเวิร์กการประมวลผล AI
Ascend 910
ประสิทธิภาพในการประมวลผลที่เหนือกว่าโพสเซสเซอร์ AI ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนี้ Ascend 910 เป็นโพสเซสเซอร์ AI ใหม่จากชิปเซ็ตในซีรีส์ Ascend-Max ของหัวเว่ย โดยหัวเว่ยได้ประกาศสเปกที่คาดไว้ของโพสเซสเซอร์ตัวนี้ในงานหัวเว่ย คอนเน็กต์ 2018 หลังจากที่ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าโพรเซสเซอร์ Ascend 910 บรรลุเป้าหมายด้านประสิทธิภาพโดยใช้พลังงานน้อยกว่าที่คาดไว้มาก
ในการทดสอบจำนวนจุดลอยตัวแบบฮาล์ฟ เพรซิชั่น (FP16) Ascend 910 ทำความเร็วเท่ากับ 256 เทราฟล็อปส์ และทำความเร็วเท่ากับ 512 เทราฟล็อปส์ สำหรับการคำนวณอินเทอเจอร์ เพรซิชั่น (INT8) นอกจากประสิทธิภาพจะเหนือกว่าแบบเทียบกันไม่ติดแล้ว อัตราการใช้พลังงานสูงสุดของ Ascend 910 ยังอยู่ที่ 310 วัตต์อีกด้วย ซึ่งน้อยกว่าสเปกที่คาดการณ์ไว้ที่ 350 วัตต์
“Ascend 910 ทรงพลังกว่าที่เราคิดไว้มาก” มร. สวี่ กล่าว “พลังในการประมวลผลของตัวนี้นั้นเหนือกว่าโพสเซสเซอร์ AI ตัวอื่นๆ ในโลกแบบไม่ต้องสงสัย”
Ascend 910 นำมาใช้ในการเทรนโมเดล AI ในเซสชันการเทรนปกติโดยอิงจาก ResNet-50 เมื่อใช้ Ascend 910 และ MindSpore ร่วมกัน การเทรนโมเดล AI จะเร็วขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับการ์ดการเทรนอื่นๆ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายผ่าน TensorFlow
ในอนาคต หัวเว่ยจะยังลงทุนกับโพรเซสเซอร์ AI เพื่อมอบพลังการประมวลผลที่สมบูรณ์ เข้ากับทุกสถานการณ์ และมีราคาที่เหมาะสม ตลอดจนตอบสนองความต้องการในสถานการณ์ที่หลากหลาย (เช่น เอจคอมพิวติ้ง การประมวลผลในยานพาหนะสำหรับการขับขี่อัตโนมัติ และการเทรนโมเดล)
หลังจากที่เปิดตัวไปก็เริ่มมีการใช้งาน Ascend 310 ในผลิตภัณฑ์และบริการคลาวด์รูปแบบต่างๆ เช่น โมบายดาต้าเซ็นเตอร์ (MDC) ของหัวเว่ย ซึ่งใช้ Ascend 310 ก็ได้ให้บริการแก่ผู้ผลิตยานพาหนะชั้นนำหลายราย ไม่ว่าจะเป็น ชัทเทิลบัส ยานพาหนะพลังงานใหม่ และการขับขี่อัตโนมัติ ตอนนี้ การ์ดและเซิร์ฟเวอร์เร่งความเร็วในซีรีส์ Atlas ที่ขับเคลื่อนโดย Ascend 310 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันในอุตสาหกรรมนับสิบรายการ (เช่น ระบบขนส่งแบบสมาร์ทและสมาร์ทกริด) ซึ่งพัฒนาโดยพันธมิตรหลายสิบราย
Ascend 310 ยังเข้ามามีส่วนช่วยบริการหัวเว่ยคลาวด์ ในด้านการวิเคราะห์รูปภาพ การแปลงภาพเอกสารให้กลายเป็นข้อความ (OCR) และการวิเคราะห์วิดีโออัจฉริยะ ตอนนี้มี API กว่า 50 รายการที่ใช้บริการเหล่านี้ ณ ตอนนี้ จำนวนการเรียก API ต่อวันมีจำนวนเกิน 100 ล้านครั้งแล้ว และคาดว่าจะเป็น 300 ล้านครั้งภายในสิ้นปี 2019 มีบริษัทกว่า 100 แห่งที่กำลังใช้ Ascend 310 เพื่อพัฒนาอัลกอริทึมของตนเอง

ModelArts ของหัวเว่ยมอบบริการการพัฒนาโมเดลที่ทำงานอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาโมเดล ไปจนถึงการเทรนและการนำโมเดลไปใช้งาน ณ ตอนนี้ มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์กว่า 30,000 รายที่ใช้ ModelArts จัดการการเทรนกว่า 4,000 งานต่อวัน (รวมทั้งหมด 32,000 ชั่วโมงการเทรน) จากงานทั้งหมด มีงาน 85% ที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลภาพ 10% เป็นการประมวลผลข้อมูลเสียง และ 5% เกี่ยวข้องกับแมชชีนเลิร์นนิง
ด้วยการเปิดตัว Ascend 910 และ MindSpore หัวเว่ยได้เผยให้เห็นองค์ประกอบหลักของพอร์ตโฟลิโอ AI แบบครบวงจรสำหรับการใช้งานทุกสถานการณ์ “ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน เราได้ให้สัญญาไว้ว่าจะสร้างพอร์ตโฟลิโอ AI ที่ครบวงจรสำหรับทุกสถานการณ์ และวันนี้เราทำสำเร็จแล้ว” มร. สวี่ กล่าว การเปิดตัวในวันนี้เป็นก้าวใหม่ที่สำคัญในโรดแมปด้าน AI ของหัวเว่ย และยังเป็นดั่งการเริ่มต้นใหม่อีกด้วย
ในช่วงท้ายของการนำเสนอ มร. สวี่ กล่าวเสริมว่า หัวเว่ยจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AI ที่สะเทือนวงการเพิ่มอีกที่งานสัมมนาที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่าง หัวเว่ย คอนเน็กต์ 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ ตั้งแต่ 18-20 กันยายน 2019 หัวเว่ยจะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับพันธมิตร เพื่อการมีการใช้งาน AI ในวงกว้างและทำให้คนเข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้น พร้อมนำประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลไปสู่คนทุกคน บ้านทุกหลัง และองค์กรทุกแห่ง

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

ทางการ!ทีมลีกอาร์เจนตินาตั้งมาราโดน่าคุมทัพ

กิมนาเซีย ประกาศตั้ง ดีเอโก้ มาราโดน่า เป็นกุนซือคนใหม่ของทีมเรียบร้อย โดยสัญญามีผลจนถึงจบซีซั่นนี้เท่านั้น กิมนาเซีย สโมสรในลีกสูงสุดของประเทศอาร์เจนตินา ประกาศว่าพวกเขาได้แต่งตั้งให้ ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ เข้ามาเป็นเทรนเนอร์ของทีมกีฬาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา มาราโดน่า มีปัญหาด้านหัวเข่าจนทำให้เขาต้องลาออกจากการคุม โดราโดส สโมสรในลีกระดับ 2 ของประเทศเม็กซิโกไปเมื่อช่วเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่เจ้าตัวก็รับการรักษาจนมีอาการดีขึ้นแล้ว โดยก่อนหน้านี้เขาก็สามารถเดินไปไหนมาไหนในโรงพยาบาลได้สะดวกขึ้น ทั้งนี้ ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีกระแสข่าวลืออย่างหนักว่า มาราโดน่า กำลังจะไปกุมบังเหียน กิมนาเซีย โดยถึงแม้เจ้าตัวจะออกมาชี้แจงว่าไม่ได้รับข้อเสนอจากทีมดังกล่าว แต่ มาติยาส มอร์ล่า ทนายความส่วนตัวของเขาออกมาบอกเองว่า “เสือเตี้ย” จ่อจะได้ไปทำงานกับที่นั่นจริงๆ และล่าสุดมันก็มีการแต่งตั้งเขาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยที่สัญญามีผลจนกระทั่งจบฤดูกาลนี้ “ดีเอโก้ อาร์มันโด้ มาราโดน่า สตาร์ดังของโลกฟุตบอล ได้เซ็นสัญญากับเรา และเป็นโค้ชคนใหม่ของ กิมนาเซีย แล้ว โดยสัญญาจะมีผลจนกระทั่งจบฤดูกาลนี้” แถลงการณ์ของ กิมนาเซีย ระบุ ปัจจุบัน กิมนาเซีย อยู่ในอันดับสุดท้ายของลีก ด้วยผลงาน 1 คะแนน จากการลงเล่น 5 นัด ส่วนครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้ที่ มาราโดน่า ทำงานในบ้านเกิดนั้น ได้แก่การเป็นผู้ช่วยของ เดปอร์ติโบ ริเอสตร้า ระหว่างปี 2013-17 แต่ถ้านับเฉพาะในฐานะกุนซือคือการคุมทีมชาติอาร์เจนตินาในปี 2008-10 เครดิต : (siamsport) https://www.siamsport.co.th

หิ่งห้อยตัวจิ๋วช่วยพัฒนาหลอดไฟให้สว่างขึ้นได้อย่างไร

หิ่งห้อย แมลงปีกแข็งที่เปล่งแสงระยิบระยับในยามค่ำคืน นอกจากจะสร้างความงดงามให้ผู้ได้พบเห็นแล้ว ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งในการพัฒนาหลอดไฟฟ้าแอลอีดี (LED) ให้สว่างไสวยิ่งขึ้นด้วย
ศาสตราจารย์ฌอง ปอล วีนเยอรอง นักฟิสิกส์ชาวเบลเยียม ได้พบเห็นหิ่งห้อยขณะเดินทางไปยังทวีปอเมริกากลาง และนำพวกมันกลับไปศึกษาต่อที่ห้องแล็บ
หิ่งห้อยมีลักษณะพิเศษตรงที่มีอวัยวะเรืองแสงบริเวณส่วนท้องด้านล่าง โดยแสงจะส่องผ่านชั้นเปลือกแข็งของมัน ซึ่งจากการศึกษา ศ.วีนเยอรอง และคณะ พบว่า เปลือกที่ว่านี้มีโครงสร้างคล้ายเกล็ดปลา ซึ่งยื่นออกมาในมุมที่แตกต่างกัน ทำให้เปล่งแสงออกมาได้มาก
ทีมวิจัยพบว่า ปลายเกล็ดที่ยื่นออกมาเอียงทำมุมเหมือนหลังคาโรงงานอุตสาหกรรม พวกเขาจึงเลียนแบบลักษณะเด่นนี้เพื่อทำให้หลอดไฟ LED สว่างขึ้น โดยเคลือบวัสดุไวต่อแสงด้านบนหลอดไฟ LED แบบธรรมดา แล้วใช้เลเซอร์ทำให้มันมีพื้นผิวเหมือนหลังคาโรงงาน ซึ่งผลที่ได้คือทำให้หลอดไฟมีแสงสว่างเพิ่มขึ้นกว่า 50% และเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
หิ่งห้อยส่องแสงได้อย่างไร
ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า หิ่งห้อยมีอวัยวะที่ทําให้เกิดแสงอยู่บริเวณส่วนท้องด้านล่าง โดยเพศผู้มีอวัยวะทําแสงสองปล้อง ส่วนเพศเมียมีปล้องเดียว แต่บางชนิดตัวเต็มวัยเพศเมียมีรูปร่างลักษณะคล้ายหนอน มีอวัยวะทําแสงด้านข้างของลําตัวเกือบทุกปล้อง
แสงของหิ่งห้อยเกิดจากปฏิกิริยาเคมีสารลูซิเฟอริน (Luciferin) ที่อยู่ในอวัยวะทําแสงกับออกซิเจน โดยมีเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferase) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีสารอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate) เป็นตัวให้พลังงานทําให้เกิดแสง โดยจังหวะของการกะพริบแสงของหิ่งห้อยจะใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน รวมไปถึงเป็นการส่งสัญญาณสื่อ “ภาษารัก” เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์

เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai

ตั้งหน้าตั้งตารอเลย! Square-Enix ประกาศกำลังพัฒนาเกมซีรีส์ใหม่ระดับ AAA ที่ใช้เอนจิ้น Luminous

ถ้าใครหลายๆ คนที่ติดตามอาเจ๊นัทมานานก็จะรู้ว่าตัวเจ๊นัทเองอวยซีรีส์ Final Fantasy เหลือเกิ๊น! ฮ่าๆ แม้ว่าภาคที่โดนคนวิจารณ์อย่างหนัก อาทิเช่น Final Fantasy XV เป็นต้น ซึ่งอาเจ๊นัทเล่นจริงก็รู้สึกเหมือนกับคนอื่นๆ ก็คือเนื้อเรื่องในช่วงครึ่งแรกดีมาก แต่ช่วงครึ่งหลังมันดูเหมือนเผาไปหน่อย แต่นั้นก็ทำให้ทาง Square-Enix ตัดสินใจแก้ไขตัวเกมด้วยการออกเนื้อหาเสริม [DLC] ขึ้นมาเพื่อปรับปรุงในส่วนต่างๆ แม้ว่าสุดท้ายแล้วเนื้อหาเสริมที่ทุกคนอยากจะเล่นมากที่สุดได้ยกเลิกไปก็ได้ แล้วถูกนำมาเล่าในรูปแบบนิยายแทน สุดท้ายแล้วภาคนี้ส่วนตัวก็ยังเป็นอีกหนึ่งภาคที่ทำให้เราได้เห็นการพัฒนาทั้งกราฟฟิก, เกมเพลย์ และเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย สิ่งที่ทำให้ตัวเกม Final Fantasy XV ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ปัจจัยก็มีหลายอย่างเหมือนกันค่ะ แต่สิ่งหนึ่งก็คือเรื่องเอนจิ้น Luminous ที่ทางค่ายเหลี่ยม Square-Enix ได้ตัดสินใจนำมาใช้ในการพัฒนาเกมๆ นี้ สาเหตุก็มีหลายข้อไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีของเอนจิ้นทำให้รายละเอียดต่างๆ ดูสมจริงอย่างมาก ทั้งภาพ, แสง, สี, เงา หรือ การแสดงผลต่างๆ แต่มันก็มีข้อจำกัดตรงที่ถ้าพัฒนาเกมมันจะต้องใช้เวลาพอสมควร บวกกับต้องเข้าใจถึงความซับซ้อนของตัวเอนจิ้นตัวนี้ด้วย อีกทั้งตัวเกม Final Fantasy XV ก็ต้องยอมรับว่ามันถูกเปลี่ยนมือผู้กำกับมาหลายคน จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ล่าสุดคุณ Yosuke Matsuda ประธานบริษัทของ Square-Enix ได้ออกมาให้สัมภาษณ์พร้อมโพสต์รายละเอียดต่างๆ ลงหน้าเว็ปไซต์หลักว่า ตอนนี้พวกเขากำลังพัฒนาเกมใหม่กันอยู่ ซึ่งมันถูกจัดในระดับ AAA เป็นผลงานของ Luminous Productions แน่นอนว่าตัวเกมใช้เอนจิ้น Luminous ในการพัฒนา ซึ่งถ้าใครที่คาดหวังว่ามันจะเป็นเกมซีรีส์ Final Fantasy บอกเลยว่า ”ไม่ใช่ซีรีส์นี้นะจ๊ะ” น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาไม่บอกว่าตัวเกมนี้จะเกี่ยวข้องอะไร บอกแค่ว่าธีมของมันจะยุคสมัยใหม่ที่มีการนำเสนอไม่เหมือนกัน ส่วนรายละเอียดต่างๆ จะยังไม่มีการเปิดเผยในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน! ส่วนตัวอาเจ๊นัทไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลยว่าเกมใหม่ของทีมผู้พัฒนาชุดนี้จะออกมาในทิศทางไหนกันแน่ แต่ถ้ามันคือเกมระดับ AAA จากข้อมูลที่มีคือเป็นซีรีส์ใหม่แน่นอน เอาเป็นว่าติดตามกันไปยาวๆ ค่ะ เพราะไม่รู้ว่าทาง Square-Enix จะเปิดตัวเกมนี้ในช่วงเวลาใด!? เครดิต : (playulti) https://www.playulti.com

ผจญภัยบุกป่าฝ่าดงในคลิปเกมเพลย์แรกของ Jumanji: The Video Game

หลังจากที่เกม Jumanji : The Video Game เปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ล่าสุดค่ายเกม Outright Games และทีมพัฒนา Funsolve ได้ปล่อยคลิปเกมเพลย์ความยาวประมาณเกือบ 1 นาทีออกมาให้ชมกัน ซึ่งในคลิปเกมเพลย์นี้จะเผยให้เห็นตัวละครทั้งสี่และภัยอันตรายต่าง ๆ ในโลกแห่งจูแมนจี้ สำหรับ Jumanji: The Video Game เป็นเกมแนวแอ็กชัน ผจญภัย มุมมองบุคคลที่สาม ที่ถูกดัดแปลงมาจากแฟรนไชส์ภาพยนตร์ Jumanji โดยผู้เล่นจะได้รับบทเป็นหนึ่งในสี่ตัวละคร ได้แก่ Dr. Smolder Bravestone , Ruby Roundhouse , Franklin “Mouse” Finbar และศาสตราจารย์ Shelly Oberon ที่ต้องออกผจญภัยในสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ป่า , ภูเขา และเมือง เพื่อค้นหาอัญมณีล้ำค่าและช่วยโลกแห่งจูแมนจี้ให้ปลอดภัย โดยตัวเกมจะมีทั้งโหมดออนไลน์และโหมดแบ่งหน้าจอ Jumanji : The Video Game มีกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2019 บนแพลตฟอร์ม PlayStation 4 , Nintendo Switch , Xbox One และ PC เครดิต : (beartai) https://www.beartai.com

เซอร์ไพร์ส! Ubisoft เผยเตรียมอัปเดตภาษาไทยให้กับเกมต่างๆ เริ่มต้นที่ Ghost Recon Breakpoint

เรียกว่าสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากเมื่อทาง Ubisoft ได้จัดงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่าตอนนี้ตัวเกม Tom Clancy’s Ghost Recon Breakpoint ภาคใหม่ของซีรีส์ Ghost Recon “รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ” ทำเอาเกมเมอร์หลายคนที่ลังเลจะเปย์ดีไม่เปย์ดี จัดเกมกันล่วงหน้าเป็นแถวๆ ซึ่งคุณ Julius Witz ผู้จัดการดูแลฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในบ้านเราด้วยค่ะ พร้อมปล่อยคลิปแถลงข่าวให้เกมเมอร์ทั่วประเทศไทยได้ทราบข่าวนี้เรื่องนี้ เท่านั้นยังไม่พอพวกเขาให้ข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ว่าในอนาคตก็จะมีการอัปเดตภาษาไทยลงเกมอื่นๆ ในเครือที่ได้รับความนิยมไม่ว่าจะทั้งเกมเก่า หรือ เกมที่กำลังจะวางจำหน่ายในอนาคต ซึ่งตอนนี้ตัวเกม Tom Clancy’s Ghost Recon Breakpoint ได้วางจำหน่ายตัวเกมล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งแพลตฟอร์ม PC, PlayStation 4 และ Xbox One ผู้ที่สั่งซื้อตัวเกมล่วงหน้าก่อนวันที่ 3 กันยายนนี้ ไม่ว่าจะชุดใดก็ตามก็ตะได้รับสิทธิ์เข้าทดสอบตัวเกมในช่วง Beta Test ในวันที่ 5 – 9 กันยายน ศกนี้ ในทันทีค่ะ แต่ถ้าใครยังไม่ได้ซื้อและอยากสัมผัสตัวเกม ปัจจุบันตัวเกม Tom Clancy’s Ghost Recon Breakpoint วางจำหน่ายล่วงหน้าแล้วในทุกๆ แพลตฟอร์มทั้ง PC, PlayStation 4 และ Xbox One โดยแบ่งออกไปทั้งหมด 3 แพ็คเกจหลักๆ ได้แก่ Standard Edition สนนราคา 1,600 บาท, Gold Edition สนนราคา 2,670 บาท และ Ultimate Edition สนนราคา 3,200 บาท ถ้าซื้อตอนนี้จะได้รับส่วนลด 8% เหลือเพียง 2,940 บาท ใครที่อยากจะจัดชุดไหนเลือกกันดีๆ เลยค่ะ อยู่ที่กำลังทรัพย์ของเพื่อนๆ นะคะ แต่บอกเลยว่าภาคนี้อาเจ๊นัทจัดเวอร์ชั่น PC มาเล่นกับเพื่อนแน่นอน! เครดิต : (playulti) https://www.playulti.com

ควรซื้อหรือไม่?! ข้อมูล 15 ประการของ Blair Witch เกมสยองขวัญสั่นประสาทแห่งปี 2019

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ทั้งหลาย ขอต้อนรับเข้าสู่บมความพิเศษ “ควรซื้อหรือไม่?!” กับ Blair Witch เกมสยองขวัญสั่นประสาทที่ซึ่งดัดแปลงมาจากหนังคลาสสิกระดับตำนานแห่งยุค 90 นั้นก็คือ The Blair Witch Project [หรือในชื่อภาษาไทย สอดรู้ สอดเห็น สอดเป็น สอดตาย] ผลงานจากทีมผู้พัฒนา Bloober Team ที่เคยสร้างปรากฎการณ์เขย่าขวัญกันมาแล้วอย่างเกมซีรีส์ Layers of Fear โดยที่เรียกเสียงฮือฮาพร้อมกระแสตอบรับอันดีเยี่ยมจากเกมเมอร์หลายๆ คนเป็นอย่างมาก จึงทำให้ทามาโมะจังออกไปเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเกมทั้งหมดมาให้ได้ทราบกัน เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่เพื่อนๆ ทุกคนตัดสินใจว่ามันถูกจริตกับผู้เล่นชาวไทยรึเปล่า มีความคุ้มค่าที่จะซื้อหรือไม่ โดยรายละเอียดของ Blair Witch มีเนื้อหาดังต่อไปนี้ค่ะ 1. Lionsgate หนึ่งในบริษัทตลาดภาพยนตร์และบันเทิงของอเมริกา มอบลิขสิทธิ์ “Blair Witch” ให้กับทีมผู้พัฒนา Bloober Team เพื่อนำไปสร้างตามแบบวิดีโอเกม ซึ่งเชื่อมั่นว่าทีมผู้พัฒนาจะสามารถมอบประสบการณ์ของ Blair Witch ออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม 2. Lionsgate เปิดโอกาสให้ทีมผู้พัฒนารังสรรค์ในส่วนของเนื้อเรื่อง เกมเพลย์ และคอนเซ็ปต์ต่างๆ ได้อย่างอิสระ เพียงแต่ต้องให้ความเคารพต่อต้นฉบับด้วย 3. เรื่องราวของ Blair Witch ฉบับวิดีโอเกม จะอยู่ในจักรวาลเดียวกับหนังคลาสสิกยุค 90 เพียงแต่ดำเนินเรื่องหลังจากเหตุการณ์ในหนัง 2 ปีต่อมาแล้ว [ปี 1996] 4. เราจะได้รับบทเป็น Ellis นักสืบมือฉมังที่ออกมาตามหา Peter Shannon เด็กชายที่หายตัวเข้าไปในป่า Black Hills โดยที่ไม่รู้เลยว่าตนจะได้พบเจอกับอะไรที่ชวนสยองเอามากๆ อีกทั้งใครก็ตามที่ย่างกรายเข้าไปในป่าแห่งนี้แล้ว ไม่มีใครกลับออกมาได้อีกเลย 5. ความยาวของตัวเกมอยู่ที่ประมาณ 5 – 6 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเวลาที่เหมาะสำหรับเกมแนวนี้อยู่แล้ว พร้อมกับฉากจบหลายรูปแบบ โดยขึ้นอยู่กับผลกระทำของเราทั้งหมด ช่วยให้เราอยากกลับไปเล่นซ้ำอีกรอบเพื่อรวบรวมเรื่องราวให้ได้มากที่สุด 6. ตัวเกมยังคงความเป็นแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยา [Horror Psychological] โดยที่เราไม่สามารถต่อสู้ได้ ทำได้แค่เพียงหนี + เจอฉากผีตุ้งแช่ (Jumpscare) 7. ทีมผู้พัฒนาได้นำเอาอิทธิฤทธิ์คำสาปของแม่มด Blair มากระตุกขวัญสั่นประสาทที่จะบิดเบือนสถานที่และกาลเวลาให้ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงอยู่ตลอด 8. “กล้องวิดีโอ” หนึ่งในฟีเจอร์ที่ขาดไปเสียไม่ได้ นั้นก็เพราะ มันเอาไว้เปิดโหมด Night Vision ช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้ชัดเจนมากขึ้น 9. ระหว่างทางมักจะมีเทปวิดีโอหล่นอยู่ตามฉากต่างๆ เมื่อเอามาเปิดดูในกล้องวิดีโอ ก็จะเจอเบาะแสของเด็ชายที่หายตัวไป , สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง, ปล่อยผีตุ้งแช่ (Jumpscare) หรือไม่ก็เอาไว้ใช้ไขปริศนาบางอย่าง เป็นต้น ซึ่งน่าสนใจว่าตัวเกมจริงๆ จะมีอะไรเล่นมากกว่านี้หรือเปล่า? 10. อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ขาดไปเสียไม่ได้ นั้นก็คือ Bullet น้องหมาคู่ใจที่ไม่ได้เป็นแค่เพื่อนแก้เหงา แต่เราสามารถสั่งให้ดมกลิ่น, ตามหาของ, เดินอยู่ใกล้ๆ เรา, นั่งอยู่นิ่ง หรือแม้กระทั่งลูบหัวเอ็ดดูอย่างรักใคร่ ยิ่งไปกว่านั้นน้องหมาจะคอยส่งเสียงเห่าออกมาเพื่อเตือนว่ามีบางสิ่งใกล้เข้าหาเราแล้ว **หมายเหตุ ขออย่างเดียว น้องหมาห้ามตายนะคะ ดิฉันเป็นเกมเมอร์สายรักสัตว์ ไม่อาจทำใจเมื่อน้องหมาตายจากไปได้ T_T** 11. ตัวเกมจะมีวิทยุสื่อสารอยู่ 2 แบบ ซึ่งไม่รู้ว่าตอนเข้ามาในป่าลึก Black Hills เอามาใช้ทำอะไร เพราะถ้าอิงตามหนังก็คงไม่พ้นจำพวกคลื่นรบกวนจนใช้งานไม่ได้ 12. เวลาจะถือไฟฉายต้องเข้าไปเลือกที่หน้าอินเตอร์เฟส (รวมถึงเครื่องมือที่กล่าไปข้างต้น) พร้อมกับกระเป๋าที่คาดว่าน่าจะเก็บสิ่งของที่พบเจอตามฉากนั่นแหละ 13. บรรยากาศภายในเกมขับเน้นความหลอน ระทึกที่พร้อมจะสั่นประสาทแบบฉากต่อฉาก ไม่ว่าจะทั้งบรรยากาศเงียบเฉียบ, ฉากสถานที่อันคับแคบและแสนมืดมิด, เพลงประกอบทำนองหลอนๆ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโดยรอบ จนเหมือนกับทะลุเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง 14. คุณภาพกราฟิกของตัวเกมที่ยกระดับความสมจริง จากผลงานเก่าๆ ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง อาทิ การลงรายละเอียดแสงเงา, ความละเมียดละไมของฉาก และระบบฟิสิกส์ในการเคลื่อนไหวที่ราวกับของจริง แต่ก็แลกมาด้วยการใช้สเปกคอมที่สูงเอาเรื่อง 15. Blair Witch วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ทั้งบน PC [Steam] และ Xbox One ใครที่อ่านแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ ก็ควรค่าแก่การซื้อมาเก็บไว้ในคลังเกมนะคะ เครดิต : (playulti) https://www.playulti.com

ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ‘จดจำใบหน้า’ เริ่มลามไปทั่วโลก

ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ซานฟรานซิสโกกลับเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตำรวจและหน่วยงานของรัฐฯ ใช้เทคโนโลยี Facial Recognition หรือเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” โดยผู้ที่สนับสนุนมาตรการนี้กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชน
นายเนธาน เชียร์ด ผู้จัดกิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า ของมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation กล่าวกับวีโอเอว่า เทคโนโลยีนี้ทำให้หลายคนกังวลเรื่องผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก
“ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐฯ สามารถแทรค หรือติดตามพลเมืองได้ อาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิในการแสดงออกของประชาชน ตามบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 หรือ First Amendment ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนกังวลใจมาก”
ในขณะที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายออกมาห้ามใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในฝั่งของจีน กลับมีการเอาไปใช้งานด้านความมั่นคงในประเทศอย่างแพร่หลาย ถึงขนาดมีการเอาไปใช้ในการแจกจ่ายกระดาษชำระในห้องน้ำสาธารณะ
เทคโนโลยี Facial Recognition นี้ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้าล้ำลึกไปมาก
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Apple ก็เป็นบริษัทหนึ่งที่นำเอาเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มาใช้เป็นกลไกในการปลดล็อคโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นล่าสุด บริษัท อี คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง แอมะซอน ก็ใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นของ แอมะซอน ได้เคยมีการลงมติเพื่อจำกัดการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว แต่ก็ไร้ผลทั้งสองครั้ง
สภาคองเกรส หรือรัฐสภาของสหรัฐฯ กำลังมีการประเมินกันอยู่ว่า เทคโนโลยี Facial Recognition มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพพลเมืองอย่างไรบ้าง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ เทคโนโลยีนี้กล่าวว่า บางครั้งมีปัญหาในการนำเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” ไปใช้ โดยเฉพาะในการใช้แยกแยะใบหน้าของผู้หญิง และคนผิวสี
จอย บูว์ลัมวีนี ผู้ก่อตั้ง Algorithmic Justice League องค์กรที่ส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence อย่างมีจริยธรรม กล่าวต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ว่าควรจะมีการยับยั้งการใช้ เทคโนโลยี Facial Recognition จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบ
“อย่างน้อยคองเกรสน่าจะออกกฎยับยั้งไม่ให้ตำรวจใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ชั่วคราว เพราะว่ามีการเอาไปใช้ในทางที่ผิด ขาดการควบคุมดูแล และยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้มีความเสี่ยง โดยเฉพาะถ้านำมาใช้กับกลุ่มคนชายขอบ หรือชุมชนที่เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม”
ในขณะที่มีเสียงต่อต้าน ก็มีอีกกลุ่มที่สนับสนุนการใช้ Facial Recognition ​ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานด้านไบโอเมทริคส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูง ที่นำข้อมูลทางชีวภาพมาใช้ในการตรวจสิทธิหรือแสดงตน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางกายภาพหรือพฤติกรรม โดยคนกลุ่มนี้บอกว่า เทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มีประโยชน์มากต่อมนุษยชาติ
นายบรูซ แฮนสัน ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท Credence ID กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่ผู้ร้ายที่น่ากลัว “ยุคนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและน่าตื่นเต้นของไบโอเมทริคส์ ภาพลักษณ์หรือความคิดที่ว่าเทคโนโลยีนี้ เป็นผู้ร้าย หรือจะทำให้สังคมกลายเป็นโลกมืดที่ผู้คนถูกรัฐฯ กดขี่ เป็นการเข้าใจผิด”
บริษัทของนายแฮนสัน ใช้ เทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” และ ไบโอเมทริคส์อื่น ๆ เช่น การพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อช่วยระบุตัวบุคคลในประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อให้คนเหล่านั้นเข้าถึงปัจจัยสำคัญ เช่น อาหาร ยา อุปกรณ์การแพทย์ หรือนมผงสำหรับทารก เขาคิดว่าการที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายห้ามใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไป
ขณะนี้ เมืองอื่น ๆ ในสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะออกมาตรการห้ามใช้ Facial Recognition ตามรอย ซานฟรานซิสโก หรือไม่ ในขณะที่บริษัท องค์กรต่าง ๆ หรือแม้แต่รัฐบาลหลายประเทศ กำลังหาทางนำเอาเทคโนโลยีเดียวกันนี้มาใช้ในด้านอื่น ๆ มากขึ้น
การนำเอาเทคโนโลยี Facial Recognition มีแต่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ตอนนี้ก็คือว่า การออกกฎหมายห้าม จะไล่ทันการนำเอาไปใช้หรือไม่

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com